was successfully added to your cart.

อย่าธุระเยอะ จนลืมการมีชีวิต!!

work-life

คอลัมน์ Balanced Body… ดูดี

อย่าธุระเยอะจนลืมการมีชีวิต!!

โดยปิ่นโตพร

ใครๆก็มักจะพูดว่า ให้บาลานซ์สิหรือ ทำให้สมดุลคนเราต้องรู้จักจัดทุกอย่าง แบ่งทุกอย่างให้เท่าๆกัน ให้ลงตัว จะได้ไม่ทุกข์ ไม่วุ่นวายเกินไป ทั้งคนแนะนำ ทั้งหนังสือสารพัดภาษา ที่บอกวิธีการ แต่ถึงเวลาจริงๆมันทำยากนะ ชีวิตของเราทำไมต้องพึ่งตาชั่งกันทั้งชีวิตเลยหรือบ่อยครั้งพวกเราคงเคยได้ยินประโยคนี้“คนเราต้องรู้จักชั่งใจนะ ว่าจะเอายังไง อะไรควรทำ ไม่ควรทำ ชั่งใจกันให้ดีๆ”

ตลกนะ เกิดเป็นคน คิดอ่านทำอะไรก็ต้องพึ่งตาชั่ง ซึ่งถ้าหากดูวิวัฒนาการของตาชั่ง มันก็ช่างได้มีพัฒนาการที่สามารถแอบแฝงวัตถุประสงค์ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นตาชั่งแบบโบราณ ต้องมีตัวถ่วงอีกด้านหนึ่ง เมื่อไหร่ที่หาบใส่ของทั้ง 2 ด้านเท่ากัน  เมื่อนั้นถึงจะเรียกว่าชั่งได้ตรง แต่พอพัฒนามาเป็นแบบสมัยใหม่ใช้วางของด้านบน แล้วกดตัวเลขเอา ถึงจะออกมาเป็นค่าน้ำหนักที่ชั่ง ซึ่งถ้าเราขี้โกงใส่ค่าผิด หรือตาชั่งโกง ค่าที่ได้ออกมาก็ผิดเพี้ยนไปแน่นอน เปรียบไปก็เหมือนคนเรา ถ้าจะทำอะไร ก็หาเหตุผลร้อยแปด มาสนับสนุนความคิดจนได้ คือเพื่อให้เกิดความสบายใจ ซึ่งอาจสบายใจแค่ตอนทำ แต่หลังจากนั้นอาจทุกข์ไปนานก็ได้

ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำในการบาลานซ์ หรือสร้างสมดุลชีวิตตัวเอง คือ ปรับตาชั่งของตัวเองให้ตรงเสียก่อน ผลที่ได้ก็จะได้แม่นยำที่สุด

สอง บทบัญญัติเรื่อง ระหว่างงานกับชีวิตคือ  การสร้างสมดุลระหว่างตัวเราเอง คือจิตใจ แห่งความมีสุข สุขภาพที่ดี และครอบครัวที่อบอุ่น มีความสุข   ส่วนภายนอกตัวเรา คือ การงาน   สังคม เพื่อนฝูง ความรับผิดชอบ และความบันเทิงเริงใจ ดังภาพต่อไปนี้

work-life-balance

ความสมดุล น่าจะผันแปรตามอายุ เป็นหลัก เพราะเมื่อเราอายุอยู่ในวัยเจริญเติบโตในหน้าที่การงานเรามักจะเลือกแนวโน้มเอียงไปในทางภายนอกมากกว่า เพราะชีวิตเราจะอยู่ตรงนั้น และการต้องการความก้าวหน้ามันมีอิทธิพลมากกว่า ทำให้เราคิดถึงตัวเองน้อยลง   แต่ลึกๆแล้วที่เราทำอย่างนั้นเพราะเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นในด้านภายใน ในอนาคตนั่นเอง ดังนั้นอยากเลือกทางไหน  ให้ชั่ง… อีกแล้ว ชั่งอีกแล้ว

work-life

 

สาม คราวนี้ต้องชั่งระหว่างใจ/อารมณ์ และเหตุผล (emotional:rational)หรือ ความสุขใจ กับความเศร้าใจ (pleasure:suffer) ในการทำสิ่งนั้นๆ  ข้างไหนชนะ ทำอย่างนั้นไปเลย

เอาแบบง่ายๆนะ ตามประสบการณ์คนเจนโลก และ ผ่านเรื่องทั้งดี และเลวร้ายมามาก  ขอแนะนำแบบง่ายๆดีกว่า  ตามนี้เลยนะ

  1. Pair ทำให้งาน กับ ชีวิตส่วนตัว อยู่ทับกันให้มากที่สุด ยิ่งอยู่คนลงวงจะยิ่งจัดการยาก ยิ่งอยู่วงทับกันมากเท่าไหร่ ก็จัดการง่ายขึ้นเท่านั้น WINWORD_2016-03-03_22-14-36
  2. Prioritize เรียงลำดับตามความสำคัญค่ะ  จัดลำดับแล้ว เราจะได้รู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญที่เราพลาดไป
  3. Positive คิดแง่บวก  การคิดบวกทำให้เราสามารถเพิ่มศักยภาพได้หลายอย่าง เช่น การพร้อมเปลี่ยนแปลง  การตั้งใจทำ ลองดูสิคะ แล้วจะเห็นว่า  อะไรๆ ที่เราว่าแย่ๆ จะดูดีขึ้นมามากเลย
  4. Passion ลองทำอะไรต่อมิอะไร ที่เราใฝ่ฝัน ทำตามแรงบันกาลใจของตัวเองบ้าง  เราจะรู้สึกดีและคิดถึงมันเวลาที่มีเรื่องแย่ๆ เข้ามา แล้วมันจะทำให้เราสุขใจขึ้น ว่าอย่างน้อยเราก็ได้ทำบางอย่างตามใจฝัน
  5. Perfection ความเป็นเลิศ สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีกันได้ตลอดเวลา  มีไว้ให้กับงานสำคัญๆ ที่มีผลต่ออาชีพและอนาคต ส่วนเรื่องอื่น ทำแบบชิลๆ สบายๆ บ้าง ซีเรียส ทุกเรื่อง จะหาความสุขได้จากไหนกัน
  6. Participation มีส่วนร่วมกับคนอื่นๆบ้าง ทั้ง เรื่องงาน ครอบครัว เพื่อน  สมัยนี้เขามี  line  facebook และsocial media อื่นๆอีกมากมาย หัดสนใจและร่วมกับคนอื่นๆ  ชีวิตเราจะมีชีวิตชีวาขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีเวลา ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เพื่อน ลูก และใครต่อใคร ได้ทุกวัน ทุกเวลาที่เราอยากทำ  หมดเวลาพูดคำว่า “ไม่มีเวลา” อีกต่อไป เพราะใช้เวลาแค่นับเป็นนาทีเท่านั้นในการทำสิ่งเหล่านี้   สังเกตดูสิ ผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้เขามีความสุขกันมากขึ้นนะ ไม่เป็นภาระให้เด็กๆมากเท่าไหร่ เขาเริ่มมีสังคมและโลกของตัวเองที่ใหญ่ขึ้นแล้ว
  7. Eat and Sleep well กินให้อิ่ม นอนให้หลับ ไม่มีอะไรขาด ก็ไม่ต้องมีอะไรมาเติม

ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก เพราะฉะนั้น  “ อย่าธุระเยอะยุ่งเหยิงนักในการใช้ชีวิต  จนลืมการมีชีวิต” “Never get so busy making a living that you forget to make a life”

Leave a Reply